- formatting
- images
- links
- math
- code
- blockquotes
- external-services
•
•
•
•
•
•
-
Bryan Johnson คือใคร ทำไมถึงดังจนเป็น Netflix ซีรี่ย์ DON'T DIE
Bryan Johnson คือใคร ??
ทำไมถึงดังจนเป็น Netflix ซีรี่ส์ DON'T DIE
.
ช่วงปีที่ผ่านมากระแส Longevity ดังมากกกกกกกกกกกกระทั่งมี Netflix ซีรี่ส์ออกมากันเลย
.
Bryan Johnson เป็นนักธุรกิจที่เคยใช้ชีวิตแบบไม่ดูแลสุขภาพมาก่อน เขาได้ผันตัวมาดูแลดูแลสุขภาพแบบสุดโต่งและอุทิศเพื่อการชะลอวัย
.
อุทิศเลยของจริง เพราะกินวิตามิน อาหารเสริม เป็นวันนึงเป็นร้อยเม็ด
ข้าวปลาไม่ต้องทานกันแล้ว เย้~~~
แถมยังมีวิธีการวัดทางวิทยาศาสตร์สารพัดเพื่อติดตามว่าอายุร่างกายของตัวเองลดลงกลับเป็นหนุ่ม เอ๊าะๆหรือยัง
.
และนี่จริงเป็นที่มาของ "Don’t Die" เป็นซีรีส์สารคดีเผยให้เห็นการใช้ชีวิตที่อุทิศเพื่อการชะลอวัยของ Bryan Johnson นั่นเอง.#สิ่งที่ Bryan Johnson ทำเพื่อชะลอวัย
มันคือโปรเจกต์ชื่อว่า Blueprint ซึ่งประกอบด้วยยยยย
✅ การกินอาหาร
✅ ยาและอาหารเสริม
✅ การนอน
✅ การออกกำลังกาย
✅ เทคโนโลยีและการบำบัดขั้นสูง.โพสหน้าเรามาว่าด้วยเรื่อง How to DON’T DIE ฉบับ Bryan Johnson กันต่อ 🧬
กดติดตามไว้ได้เลยยย 🔔
มาอายุยืนแบบมีคุณภาพไปด้วยกัน 💪🧠❤️อั่ยย่ะะะะะ 🚀🚀🚀🚀
#BryanJohnson #DontDie #NetflixSeries #Longevity #AntiAging #Blueprint #อายุยืน #ชะลอวัย #ดูแลสุขภาพ -
ถ้าจะดูว่า Longevity มั้ย คงต้องรอว่าตุยเมื่อไหร่ ระหว่างนี้จะใช้อะไรเป็นตัววัด
จะวัดว่าอายุยืนมั้ยคงต้องรอว่าตุยเมื่อไหร่
แล้วถ้าอยากรู้ตอนนี้เลยหล่ะ จะเอาอะไรมาวัด
.
Longevity คือศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอายุยืนยาวที่กำลังฮิตกันตอนนี้
เอาจริงๆ เราก็อยากเด็กกว่าอายุตามหน้าบัตรประชาชน จริงมั้ย?
.
เพราะอย่างนี้การดูอายุคนจึงแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
1. อายุตามปฏิทิน (Chronological Age)
2. อายุชีวภาพ (Biological Age)
.
อายุตามชีวภาพเป็นสิ่งที่บอกอายุร่างกาย
ว่าเรายังฟิตอยู่มั้ย
อายุร่างกายนำหน้าอายุตามบัตรประชาชนแล้วหรือยัง
ซึ่งสิ่งที่สอดคล้องกับชีวิตยืนยาว (Longevity)
ก็คืออายุชีวภาพนั่นเอง
.
#การวัดอายุชีวภาพ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ!
.
1. ตัววัดระดับโมเลกุล (The Molecular Clocks)
กลุ่มนี้ลึกที่สุด เพราะวัดจากระดับเซลล์และสารพันธุกรรม
เป็นตัวทำนายความแก่ที่แม่นยำมากในปัจจุบัน เช่น
- DNA Methylation (Epigenetic Clock)
- ความยาวเทโลเมียร์ (Telomere Length)
- ระดับ NAD+
.
2. ตัววัดทางกายภาพและสมรรถภาพ (Physical Function Biomarkers)
เช่น แรงบีบมือ, ความเร็วในการเดิน, VO2 Max
.
3. ตัววัดจากผลเลือด (Blood Biomarkers)
เช่น
- hs-CRP (วัดระดับการอักเสบในร่างกาย)
- HbA1c & Fasting Insulin
- ApoB
.
#อั่ยย่ะ
ตอนต่อไปมาดูกันดีกว่าว่า Bryan Johnson
ใช้อะไรในการติดตามความฟิต ความอายุยืนของตัวเองบ้าง
.
#Longevity #อายุชีวภาพ #BiologicalAge #Healthspan #Epigenetics #EpigeneticClock #ดูแลสุขภาพเชิงลึก #ชะลอวัยอย่างมีวิทยาศาสตร์ #PreventiveMedicine #WellnessScience #Biohacking #อายุยืนอย่างมีคุณภาพ -
ร่างทรงวงการวิทยาศาสตร์ ประทับร่างเนียนกรุบกริบ งานวิจัยออกรัวๆ
ร่างทรงในชนเผ่านักวิทยาศาสตร์/นักวิจัย
ไม่ได้บอกหวยเป็นตัวๆ แต่บอกกันเป็นปึกๆ ของงานวิจัย
.ร่างทรงจาก เกม ROV ที่เป็นข่าวฉาวเมื่อไม่กี่วันก่อนโดยมีการเชื่อมต่อให้คนอื่นเข้ามาเล่นเเทนตัวเอง.เรื่องนี้ทำให้แอดนึกถึง ฮิคารุ เซียนโกะขึ้นมาทันทีเลยซึ่งฮิคารุเป็นนักเล่นโกะที่เก่งมาก แต่ความเก่งมากนั้นมาจากพรายกระซิบล้วนๆทั้งสไตล์การเล่นแบบโบราณและความเก่งชั่วข้ามคืนทำให้ฮิคารุถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด.เทคโนโลยีนำพาให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกความจริงกับกีฬาที่มีม้าทรงได้อย่างอีสปอร์ต.ในวงการวิทยาศาสตร์เรื่องการทรงหรือจะเรียกว่าการโกงงานวิจัยแบบตีเนียนก็มีเหมือนกันแถมมีชื่อเรียกด้วยนะ.เทพผู้มาทรง = Ghost author= นักเขียนผี / นักเขียนเงา= นักวิจัยที่ทำงานจริงแต่ไม่มีชื่อปรากฏเป็นผู้ทำงาน.ความสุดของร่างทรงในวงการวิจัยหลายๆคนน่าจะได้ยินผ่านหูบ้างแหละนั่นคือการซื้อขายงานวิจัย.คือคนขาย เขียนเกือบตาย ไม่มีชื่อคนซื้อ จ่ายตังค์จบ ใส่ชื่อตัวเองรัวๆ.การมีชื่อในงานตีพิมพ์วิชาการมีผลต่อหลายอย่างทั้งชื่อเสียงในวงการและการขอตำแหน่งวิชาการ ผศ. รศ. ศ..คิดง่ายๆเลยว่าคนที่ ได้ ผศ. รศ. ศ. มาประดับหน้าชื่อแต่ตัวเองไม่ได้ทำงานเลย ซื้อเค้ามาทั้งนั้น.นี่เป็นเรื่องใหญ่ในวงการวิชาการที่ก่อนหน้านี้เป็นข่าวดัง มหาวิทยาลัยต้องออกมาชี้แจงเจ้าตัวที่ทำผิดต้องลาออก.ในวงการวิจัยคนที่ทำวิจัยจริงผ่านเกณฑ์ (เกณฑ์สากล ชื่อ ICMJE) ของการเป็นผู้เขียน/ผู้ประพันธ์งานวิจัยควรจะได้ชื่อในผลงานวิจัยนั้นด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น1. ความโปร่งใส: ต้องรู้ว่าใครมีอิทธิพลต่อเนื้อหา เช่น ถ้าบทความเข้าข้างบริษัทยามากๆ โดยไม่รู้ว่าใครคือคนเขียนจริง อันนี้ก็เดาไม่ออกว่าเค้ามีเหตุจริงๆ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน2. Conflict of interest ถูกซ่อน โดยเฉพาะเรื่องการรักษา/ยา3. ผิดจริยธรรมผู้เขียน.ร่างทรงในวงการวิทยาศาสตร์/วิชาการยังมีอีกหลายกรณี ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น ตัวนักวิจัยเองก็ต้องระวังบางครั้งไม่ได้เกิดจากความตั้งใจเลย.แอดเองทำงานสายวิเคราะห์ข้อมูล (bioinformatics)ก็ต้องระวังเรื่องนี้มากๆบ่อยครั้งมีคนให้ช่วยงาน โดยการว่าจ้างแอดจะต้องทำหน้าที่เป็นแค่คนรันโค้ดถ้าเมื่อไหร่ที่แอดเข้าไปช่วยวางแผนงาน วิเคราะห์งานในลักษณะที่ตีความ หรือคิดอะไรให้เหมาะแก่บริบทการวิจัยนั้นๆ แอดจะข้องเกี่ยวกับการเป็นผู้ประพันธ์งานวิจัยทันที#ROV #Esports #อีสปอร์ต #SEAgames #SEAgames2025 -
คลีทเสือหมอบ - Break The Limit!!!
คิดถึงโม้เม้นนึงตอนช่วงแข่งจักรยานเยอะๆขึ้นมา
มันไม่ใช่โม้เม้นน่าประทับใจจนชวนให้น่าจดจำ
ในทางตรงกันข้าม มันน่าเจ็บใจจนชวนให้จำต่างหาก
.
งานแข่งนั้นเป็นงานที่
ระยะทางสั้นที่สุดแค่ 40 กว่า กม.
เส้นทางที่คุ้นเคยที่สุด เพราะเป็นเส้นที่ใช้ซ้อม
จำได้กระทั่งว่าตรงไหนพื้นถนนไม่ดี
ตรงไหนมีหลุมต้องระวัง
.
เป็นช่วงที่ซ้อมฟิตที่สุด
ตามหลังผู้ชายปั่นถึกๆเร็วๆก็ไม่ค่อยหลุด
.
ปั่นจบรับถ้วยรางวัล แบบงงๆ
และถึงตอนนี้ก็จำไม่ได้หล่ะว่าได้ลำดับที่เท่าไหร่
.
แต่จำได้แม่นว่าตอนแข่ง
การเตรียมตัวที่พร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ในครั้งนั้น
กลับมีช่วงโหว่ชิ้นโต "ขาเป็นตะคริว"
ถ้าไม่เพลาแรงลงและยืดกล้ามเนื้อมัดนั้น
มันจะยิ่งหนักกว่าเก่า เผลอๆจะต้องจอดระหว่างทาง
แบบนั้นไม่ต้องนับเลยว่าจะติดถ้วยหรือเปล่า
.
ทั้งที่หัวใจกับปอดยังเหลืออีกประมาณนึง
แต่ขามันไปไม่ได้หล่ะ
มันคือจุดอ่อนที่เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
ครั้งก่อนๆ ก็ปอดหมด หัวใจเกลี้ยงซึ่งก็ปกติ
ครั้งนี้ต่างออกไป...มากโข
มันทำให้คิดหล่ะว่าสนามหน้าจะสนุกอยู่ได้ยังไง
.
หลังจากคุยกับโค้ชอยู่พักนึง
เรียกว่าเม้าออกรสกันทุกสนามน่าจะถูกกว่า
เพื่อว่าความพลาดเดิมๆจะได้ไม่โผล่มาย้ำซ้ำเดิม
.
"รองเท้าคลีท" ก็เลยเป็น item ใหม่
ที่มาพร้อมๆกับความกลัว
เพราะรองเท้าคลีทคือสิ่งที่ยึดเท้าคนปั่นให้ติดกับรถ
ล้มกลิ้งไปพร้อมๆกันทั้งคน รถและรองเท้า
เลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอๆ
.
กลัวจะใส่คลีทระหว่างทางแล้วไม่เข้า
กลัวบันไดจะหมุนไปคนละทาง
กลัวจะบิดคลีทไม่ออก
กลัวจะล้ม...กลัวไปหมด
.
การปั่นกับ item ใหม่นี้ ต้องทำความรู้จัก
และให้กล้ามขาคุ้นชินกันเป็นการใหญ่
ไม่เช่นนั้นการถีบรถถีบแบบเดิมๆ
กับการปั่นจักรยานแบบมีรองเท้าคลีทช่วยให้ควงบันได
ก็จะไม่แตกต่างกันเลย หากใช้กล้ามเนื้อผิด
.
ถึงจะมีความกลัวอยู่ไม่น้อย
แต่รสชาติของการข้ามข้อจำกัดเดิมๆ
ก็เป็นอะไรที่น่าลิ้มลองอยู่เสมอ
...ตราบใดที่ชีวิตอยู่กับการหิวความท้าทาย
และความพยายามที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นดูจะมีทางสว่าง
มิใช่ความพยายามที่เสียแรงและย่ำอยู่กับที่
#ActionBike #Kiriwong #ActionDream #คนไข้บ้าพลัง #ทีมหอบหื่น #NamthipPhDstory -
🧬งานวิจัย vs 💰บริษัท: เมื่อเรื่องราวของ Nobel Prize เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ไปสิ้นเชิง
เมื่อชีวประวัติของนักวิจัยรางวัลโนเบล
เปลี่ยนความคิดเรื่องงานวิจัยและบริษัทในหัวของฉันไปอย่างสิ้นเชิง
.
เมื่อไม่นานมานี้ โดนถามคำถามว่า
งานบริษัทอาจจะมีส่วนที่จำเจ
ไม่ได้ผาดโผน เท่างานวิจัยในแวดวงการศึกษา
จะยังสนใจอยู่มั้ย
.
เรื่องราวของเจ้าของรางวัลโนเบล
ที่ค้นพบ G-protein-coupled receptors (GPCRs)
เค้าคือ Kobilka และ Lefkowitz
.
เล่าก่อนว่า GPCRs คือ กลุ่มของ receptor ที่เป็นเป้าหมายของยาเยอะมากกกกกกกกกกกก
คือ 40% ของยาตอนนี้ มีเป้าหมายคือ GPCR
.
Receptor ที่จัดอยู่ในกลุ่ม GPCR เช่น beta adrenergic receptors, Histamine receptor, Muscarinic receptor, Dopamine D2 receptor
นี่ถ้าเป็นสายสาธารณสุขมาอ่านคือคุ้นๆกันแล้วใช่ป่าว
.
มันคือเป้าหมายการออกฤทธิ์ของยาหอบหืด ยาลดความดัน ยาแก้แพ้ ยาจิตเวช แล้วนี่คือส่วนหนึ่ง
คือเยอะมากกกกกกกก
.
ที่จะบอกคือการค้นพบ GPCR ถูกต่อยอดเป็นยาได้เยอะชนิด และกว้างขวางสำหรับหลายโรคมาก
.
ระหว่างที่นั่งฟังบรรยายของโนเบลวันนั้น
(น่าจะเป็น talk ของ Kobilka)
ก็เลยนึกสงสัยขึ้นมาว่า
Prof.คนนี้แกมีชีวประวัติยังไงกันนะ
นั่งวิจัยจนหัวฟูแล้วค้บพบอะไรจ๊าบๆหรือยังไง
.
ปรากฏไม่จ้าาาาาา
อเมซิ่งมาก Prof มีลูกรวม 7 คน
มีบริษัทอย่างน้อยอีก 3 ที่เป็นคนก่อตั้ง
.
บริษัททั้ง 3 ทำงานที่ต่อยอด
จากงานวิจัยเรื่อง GPCR!!!!
.
เรื่องพลิกละทีนี้จากสมองที่ว่างานวิจัยคือวิจัย
นี่คือวิจัยและต่อยอดไปธุรกิจ
คือความสมองของฉันตอนนั้นคือถึงบางอ้อ
ว่า... เฮ้ยยยย แล้วไม่ให้เทพด้านนี้ทำ
แล้วจะให้ใครจะทำอ่ะเธอ
.
งานวิจัยแต่ละระดับมีความหมายในตัวมันเอง
ไม่ใช่ทุกงานจะต่อยอดออกสู่ภาคธุรกิจได้ทันที
แต่ถ้าบางงานมันสมควรแก่การคิดต่อยอดได้
มันก็น่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นได้
.
เราว่ามุมมองตรงนี้คือมุมมองของภาคธุรกิจ
ที่ไม่ง่ายเลย ยากไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าภาคการศึกษา
เผลอๆยากกว่า
.
งานวิจัยในวงการศึกษาอาจจะท้าทายในมุมของความใหม่สดหยดย้อย แต่งานบริษัทเป็นสิ่งเอาวิจัยที่(อาจจะ)อยู่บนพานทองลงมาจากหิ้ง
ทำให้เรื่องราวที่จับต้องได้ เกิดกระแสในสังคม
และกลับไปผลักดันให้งานวิจัยอีกครั้ง
.
ตั้งแต่นั่งฟัง Kobilka วันนั้น
ความคิดก็เปลี่ยนไปเลย จากที่เคยติดตามนักวิจัยดังๆ จากที่ดูแต่ publications ก็เริ่มตื่นเต้นกับการที่เค้าทำวิจัยแล้วมีจดสิทธิบัตร
.
ล่าสุดเจอบริษัทที่จดสิทธิบัตร 15 bioinformatic algorithms แบบหูววววววเลย
Ps. ได้ฟัง talk นี้เพราะ Fonลิง เลย ขอ acknowledge นางไว้ ณ จุดนี้




