- formatting
- images
- links
- math
- code
- blockquotes
- external-services
•
•
•
•
•
•
-
🧬Research x 💰 Business : What change my perspective?
Not long ago, someone asked me:
“Working in a company might be repetitive — not as daring or unpredictable as academic research. Would you still be interested?”
Then I came across the story of the Nobel laureates who discovered G-protein-coupled receptors (GPCRs) — Drs. Brian Kobilka and Robert Lefkowitz — and my perspective completely shifted.🔬 What Are GPCRs?
GPCRs form one of the largest families of receptors in the human body and serve as major drug targets.
In fact, around 40% of all drugs today act on GPCRs.
Examples include β-adrenergic receptors, histamine receptors, muscarinic receptors, and dopamine D₂ receptors — names that anyone in pharmacology or public health will instantly recognize.
These receptors are behind the actions of asthma medications, antihypertensives, antihistamines, psychiatric drugs, and many more.
The discovery of GPCRs has led to an enormous variety of treatments across countless diseases.
🎓 The Surprise Behind the Scientist
While listening to a Nobel lecture (I think it was Kobilka’s talk), I started to wonder:
What kind of life does a professor like this have? Was he buried in the lab all his life until he made that discovery?
Turns out — absolutely not.
To my amazement, Dr. Kobilka has seven children and has founded at least three companies,
each one built directly on his GPCR research.
That moment flipped everything I thought about research upside down.
Research isn’t just research — it can evolve into business, innovation, and real-world change.
And then I realized —
“Wait… if people like him don’t take these discoveries forward, then who possibly could?”
💼 Beyond the Lab
Every stage of research has meaning.
Not every project should become a business, but when something truly has potential — it deserves the chance to grow.
This business perspective isn’t easy.
It’s no less challenging than academia — maybe even tougher.
Academic research might be thrilling for its novelty,
but corporate work turns those “sacred” discoveries from the pedestal into tangible realities —
things people can touch, use, and benefit from.
And in doing so, it brings momentum back into science itself.
💡 A Changed Mindset
Since that day listening to Kobilka, my mindset has completely changed.
I used to follow great scientists just through their publications,
but now I get excited when I see they also hold patents.
Recently, I even came across a Thai company that has patented 15 bioinformatic algorithms — and honestly, that blew my mind. -
มหาวาตภัยแหลมตะลุมพุก - ฝันร้ายที่ไม่เคยเลือนหาย
25 ตุลา ครบรอบวาตภัยแหลมตะลุมพุกไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้ระลึกถึงเท่าไหร่
ถ้ามันไม่ได้เป็นความสูญเสียที่เหมือนกากบาทในใจ
.
มันเป็นวันที่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจก๋งเลย
แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านไปหลาย 10 ปี
กับอายุของเจ้าตัวที่ร่วม 80 ปี
.
วันนั้นในอดีตก๋งในวัยสิบกว่ากับครอบครัวคนจีนอพยพ
มีธุรกิจขนาดเล็กที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
โดยมีอาเหล่ากงเป็นเสาหลักเพียงคนเดียว
.
พายุในชั่วข้ามคืน...
พัดเอาทุกอย่างไป...
รวมทั้งชีวิตของอาเหลากงด้วย
.
มันคือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ในชีวิตของผู้ชายนักสู้คนหนึ่ง
.
ก๋งเริ่มต้นนับ 1 ด้วยตัวเองอีกครั้ง
กับงานหนักก็เอา เบาก็สู้
งานรับจ้างนานาชนิดผ่านมือมานับไม่ถ้วน
ซากรถจักรยานยนต์เก่าๆในบ้าน
ที่เคยถูกใช้เป็นรถเครื่องรับจ้าง
รวมถึงรถยนต์เก่าๆใช้งานไม่ได้คันนึง
คือเครื่องหมายของการสู้ชีวิต
ที่ก๋งกับอาม่าร่วมกันสร้าง
.
ในวันที่รุ่นหลานอย่างเราเกิดมา
ทุกอย่างเหมือนเป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขาน
ที่ซ่อนเสียงความภาคภูมิใจในความพยายาม
แต่ก็เจือเสียงของความเศร้า
ที่ทั้งรุ่นลูกและรุ่นหลานก็สัมผัสได้
.
เรื่องเล่าในอดีตมักจะจบลงแบบขาดตอน
เมื่อพูดถึงวาตภัยเเห่งความสูญเสียครั้งนั้นเสมอเหตุการณ์ในหมู่บ้านเล็กๆ นี่
#ตะลุมพุก #นครศรีธรรมราชเขียนเมื่อ 26 ตุลาคม 2562 -
💻 I started coding just because my finger pained
I had to analyze data from 96- or 384-well plates — each exported as a CSV file with thousands of rows.Sounds familiar? Yes! 96 or 384 wells — the well plates from the wet lab.My data came from 2D cell culture imaging, where I had to analyze single-cell information.I opened each file, searched for specific values, and repeated the same thing again and again.What I faced were:- Finger pain 😂- Human weakness → human error after half a day of doing this- Forgetting to save → all work gone- Changing cut-offs → meant redoing everything from the start (and you know how often supervisors change them!)I realized all of this was just repetition. I knew every step — I just had to do it again for every well (or many plates).So I told my supervisor I wanted to use coding/programming to automate it.His answer? No. He wanted me to do it manually — “by eyes” — to get results faster.But I believed I could do more. So I decided to learn coding (R) secretly.I didn’t tell him — I just kept maintaining all the usual lab work, while learning programming on my own.It wasn’t easy. It took months of effort, but I had a goal:to make my research more efficient and reproducible.After some fast and furious learning, I wrote my own code, fixed bugs, and validated that it worked the same as manual analysis.The result? No human error, finished in a minute, and I could change the cut-off anytime by typing a new number. Beautiful!I finally applied it to other experiments too.My supervisor was impressed — finally! 😆A hidden benefit of programming is that it does what you already do — just faster and more accurately.If you’re curious how coding can help you, start by asking:💡 “Which task repeats until my fingers hurt?”If you can answer that, you already have your first step into coding.🧬 Here’s my project about this: Phenomics – High-Throughput Imaging (https://lnkd.in/gX5nKNRp)=============Build a greater science together with me! Here is my blogs🌸 Thai language: NO CANCER FB page/Blogger (https://lnkd.in/gQa3apBc)🧬 English language: The Whispers of Biology (LinkedIn/Blogger) (https://lnkd.in/gRTnrpRz)#ScienceCommunication #Bioinformatics #ComputationalBiology #Rprogramming #LabAutomation #WomenInSTEM #NoCancerThailand #TheWhispersOfBiology -
ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีความหวัง
"อมตะ ฆ่าไม่ตาย เป็นคำที่สอดคล้องกับชีวิตอย่างไม่น่าประหลาดใจนัก ในวงการวิทยาศาสตร์พลานาเรียซึ่งเป็นหนอนตัวแบนชนิดหนึ่ง ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นอมตะ ยิ่งหั่นพลานาเรียเป็นชิ้นจำนวนมากเท่าไหร่ ก็คือการให้กำเนิดพลานาเรียตัวใหม่มากขึ้นเท่านั้น.เรื่องแบบนี้ช่างกลับกันกับคนเราอย่างสิ้นเชิงเพราะยิ่งเจอเรื่องที่ทำให้เจ็บช้ำเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้กำลังใจทดถอย เมื่อไม่มีกำลังใจเสียแล้ว คนเราก็คงสู้ต่อไปไม่ได้.ในโลกที่แสนวุ่นวายและเร่งรีบ ปัญหาที่ยังปราณีอยู่บ้าง ก็ยังค่อย ๆ ทยอยกันเข้ามา แต่บางปัญหาก็ไม่ได้สนใจใยดีต่อสภาพจิตใจเราเท่าใดนัก ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่พร้อมจะทำให้ทุกอย่างที่คาดหวังพังราบเป็นหน้ากลอง มันเป็นความโชคร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ยิ่งโรคที่ต่อให้จะรักษาสุขภาพดีพร้อมขนาดไหนก็มิวายจะเกิดขึ้น เกินกว่าที่จะคาดเดา ความเจ็บป่วยนั้นจึงราวกับคำสาป.เส้นทางของการรักษาที่ยาวไกล มีเพียงหมอและคนไข้เท่านั้นที่เดินด้วยกันไปตลอดทาง เทียนที่เปร่งแสงสีเหลืองนวลสุกใส ด้วยความมุ่งมั่นในการรักษาและจรรยาญาบรรณแห่งวิชาชีพถูกถืออย่างมั่นคงในมือของหมอเจ้าของไข้ นั่นเป็นเพียงแสงเดียวในอุโมงค์ที่มืดสนิท ไม่มีแม้แสงและเสียงอื่นใดจะเล็ดลอดออกมาได้ ความหนาวเย็นที่ซาบลึกลงถึงกระดูก ความหดหู่นั้นยากเกินกว่าที่จะเล่าขาดต่อให้ใครต่อใครฟัง.คนไข้ได้แต่กัดฟันเพื่อข่มความกลัวไว้ เฝ้ามองแสงเทียนนั้นและค่อย ๆ คืบคลานตามแสงเทียนแห่งความหวังไปอย่างเนิบช้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าระหว่างทางจะพบอุปสรรคใด และกระนั้นเองก็อย่าได้แม้แต่เอ่ยถามว่าการเดินทางครั้งนั้นจะไปถึงจุดหมายหรือจบลงเช่นใด.แต่หากคนไข้ผู้นั้นได้เหลียวมองข้างกาย ก็จะพบเพื่อร่วมโรคที่บ้างก็ใจหดหู่ บ้างก็ยิ้มแย้ม บ้างก็เล่าขานว่ารู้จักคนที่เดินตามแสงแห่งเทียนนี้ไปจนสุดอุโมงค์ของการรักษาด้วยความแกล้วกล้า.คนไข้ที่เดินตามเเสงเทียนเริ่มบทสนทนาที่ปลุกไฟของความหวังที่ริบรี่ ของกันและกันขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเกริ่นนำถึงความเจ็บปวดทรมานจากเส้นทางของโรคภัย ต่างคนจากต่างพื้นเพ ต่างชนิดโรค และต่างความรุนแรง ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นเลยสำหรับการแข่งขันว่าผู้ใดป่วยได้หนักหนาที่สุด การเปรียบเทียบมีเพียงคนไข้คนนั้นกำลังสู้หรือได้จากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น.ในวันที่ท้อจนแทบไม่เหลือความหวังใดใด วันที่ถูกหลายต่อหลายคนตีตราเพียงเพราะความเจ็บป่วยที่ราวกับถูกสาป ต้องเจอคำถามที่บ่งบอกถึงความกังขาระหว่างความสามารถในการทำงานกับสุขภาพที่ดูจะแย่ลง แม้จะเก่งกาจสักเพียงใด หากสุขภาพไม่ดีแล้วไซร้ ก็คงมิอาจเดินตามความมุ่งมาดปรารถนาที่มีต่อไปได้.คืนและวันที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า สิ่งที่ทำได้มีเพียงอดทนรอและเดินตามแสงเทียนของหมอเจ้าของไข้ ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจจากคนจำนวนน้อยนิด แต่กลับดังกังวาลในหัวใจยิ่งนัก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ช่วงเวลาที่โหดร้ายนี้จะต้องผ่านไปในท้ายที่สุด.แท้จริงแล้วมนุษย์เราก็ยังคงมีสัญชาตญาณเหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างพลานาเรีย ด้วยสัญชาตญาณที่สืบทอดมาถึงมนุษย์และฝังรากลึกในระดับพันธุกรรมก็คือ"สัญชาตญาณของการฮึดสู้"ไม่ว่าการต่อสู้จะยังผลให้ชีวิตที่เหลือรอดมานั้นเป็นแบบใดก็ตาม.อย่างไรเสีย ชีวิตที่ยืนยาวเป็นนิจนิรันดร์ก็ไม่อาจเป็นชีวิตที่ชวนให้ปรารถนาได้ด้วยเวลาซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่านั้นไม่ได้มีความหมายต่อชีวิตที่เป็นนิรันดร์อีกต่อไป.เพราะเหตุนี้ความหมายของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดเลยเว้นเสียแต่ความคาดหวังของเจ้าของชีวิตเท่านั้น."ชีวิตจะมีความหวังได้หรือไม่นั้นก็ย่อมขึ้นอยู่กับความคาดหวังในใจของเจ้าของชีวิต""=================
ดัดแปลงบางส่วนจากที่เนื้อความที่ส่งประกวดวรรณกรรม “วรรณศิลป์อุชเชนีปี 2562”แต่เขียนด้วยเวลาสั้นที่สุดข้อมูลที่เป็นโครงหลักไม่ได้เกิดจากการอ่านเหมือนงานอื่นๆแต่เกิดจากการผ่านช่วงเวลาที่ไม่รู้ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อถ้าชีวิตไม่เหลือความหวังอะไรอีกต่อไปงานชิ้นนี้ก็จะไม่ถูกเขียนขึ้น.แค่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ได้เขียนงานนี้(แม้จะไม่ได้รางวัลการประกวดก็เถอะ 55)แบบดีใจกับสิ่งที่ตัวเองได้อดทนผ่านมาและได้แต่ขอบคุณหลายๆคนที่ยังอยู่ข้างๆในวันที่ไม่เหลืออะไรให้เสียโดยเฉพาะครอบครัว หมอ อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้มีพระคุณที่แทบจะเรียกว่าให้ชีวิตก็ว่าได้.Ref แรงบันดาลใจในการเขียน:1. เรื่องราวของพลานาเรีย ได้ไอเดีจาก อ.นำชัย แล้วก็เจอบทความนี้ Prospectively Isolated Tetraspanin+ Neoblasts Are Adult Pluripotent Stem Cells Underlying Planaria Regeneration2. A Brief History of Stephen Hawking เขียนโดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ3. ช่วงชีวิตที่ป่วยด้วยหอบหืดขั้นรุนแรง จนชีวิตเละเทะ ดรอปเรียนไปนอนงับลมกว่าครึ่งปี.Credit ภาพ: เป็น 2 สถานที่ที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง มารวมในภาพเดียว ภาพนึงคือมูลนิธิจุฬาภรณ์ และอีกภาพคือศิริราชเขียนเมื่อ 19 ตุลาคม 2019
-
หมอทางเดินอาหาร ที่ซดแบคทีเรียจนได้รางวัลโนเบล
คนนี้อ่ะเป็นหมอทางเดินอาหาร ที่ซดแบคทีเรียจนได้รางวัลโนเบล
ศาสตราจารย์ แบร์รี เจ. มาร์แชล (Barry J. Marshall)
คือคนพบ H. Pyroli แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร โดยการพิสูจน์คือกินเองจ้าาา สุดดดดด กินเสร็จปวดท้องรุนแรงเลย กินเองรักษาเองเสร็จสรรพ
การค้นพบนี้มันเปลี่ยนโลก นี่คือที่มาของ triple therapy ที่รักษากระเพาะอาหาร คือยาฆ่าเชื้อ + พวกลดกรด
แต่ก่อนมีแต่ลดกรด ก็รักษากันไม่หายไม่จบไม่สิ้น พอมาเจอว่าเพราะเชื้อแบคทีเรียเป็นต้นเหตุได้ด้วย
ก็ฟาดทีเดียว สาดยาฆ่าเชื้อให้สิ้นซาก
หายกันไปเลยยยยจ้าาา
ขอบคุณภาพจาก Nobel Prize
#โรคกระเพาะ
#เชื้อเอชไพโลไร
#หมอกินเชื้อพิสูจน์เอง
#โนเบลไพรซ์
#TripleTherapy
#ยาฆ่าเชื้อบวกยาลดกรด
#NoCancerThailand




